[FanFic SJ] ALL ABOUT YOU (ChulYe)...2

posted on 24 Apr 2010 20:07 by ohoha  in FanFiction

คำเตือน..!
ในนี้มีเนื้อหานิยาย ความรักของชายรักชาย
ผู้อ่านหรือผู้เยี่ยมชมหากไม่ชอบนิยายแนวนี้กรุณา  ปิดหน้าต่างนี้ไป
ยินดีรับคำติชม แต่..ไม่รับคำด่าทอ วาจาหยาบคาย ไม่สุภาพ ไร้การศึกษา

+++++++++++++++

เนื้อเรื่องเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น  ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงใดๆ
ตัวละครทุกตัว  มีชีวิตจริง...กรุณาให้เกีรยติ์ในการออกความเห็น
สุดท้ายไม่ท้ายสุด..อิอิ  ใครคู่ใครไม่รู้ในนี้ตามใจคนแต่งอย่างเดียว  ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ไปอ่านกันเถอะค่ะ  =_= *

 

_________________



[Fiction Super Junior Yaoi]  ALL ABOUT YOU

 

CHAPTER 2 

อากาศยามเช้าที่แสนจะสดชื่นพลันมลายหายไปทุกครั้งเพียงแค่ได้เห็นรถสปอร์ตสีแดงมาจอดที่หน้าบ้าน   ไม่เข้าใจว่าเจ้าของรถคันนั้นจะมาติดแหงกอยู่กับคนหน้าตาธรรมดานิสัยเชยๆ อย่างเขาทำไม   ทั้งๆ ที่หน้าตาดีจนออกสวยถึงแม้จะเป็นผู้ชาย  ชาติตระกูลก็สุดจะอลังการ  ทำงานเก่งความสามารถเกินขีดคนธรรมดา  สรุปว่าทุกอย่างดีหมดยกเว้นนิสัยเจ้าชู้ไม่เลือกหน้านี่แหละ 

ปี๊น ๆ         เสียงแตรรถดังขึ้นเมื่อคนที่นั่งรอภายในรถเริ่มหงุดหงิดเพราะรอมาพอสมควรแล้ว 

(คุณฮีซอลครับ  มันรบกวนคนอื่นนะครับ)   เสียงปลายสายพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดไม่แพ้กันเมื่อเจ้าของรับสายและยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก่อน 

ช้า...ช้า ช้า    

(ผมกำลังใส่รองเท้าจะออกไปแล้วครับเนี่ย)  พูดจบปลายสายก็ตัดสายทิ้งไป 

คนที่ถูกเร่งเร้าวิ่งขึ้นรถสปอร์ตคันสวยอย่างรีบร้อนและเมื่อเขาจะปิดประตูรถ 

โอ้ย...ยย 

เป็นอะไรจงอุน  คนขับได้ยินเสียงร้องดังก็ตกใจ 

ผมปิดประตูหนีบมือตัวเอง  เจ็บอ่ะ  พูดไปน้ำตาก็พาลจะไหลเพราะปลายนิ้วมือเล็กเริ่มขึ้นสีแดงอมม่วงบ่งบอกว่ามันห้อเลือดและเจ้าของจะต้องเจ็บมากทีเดียว 

ไหนดูหน่อยสิ  เขายื่นมือไปจับเอามือเล็กมาดูใกล้ๆ โอ้โห...ดูสิที่เล็บห้อเลือดเลย  ต้องถอดเล็บเลยมั้งเนี่ย  พูดไปก็ชำเลืองตามองเจ้าของมือเล็กพอได้ยินว่าถอดเล็บใบหน้าก็ถอดสี   ทำไมไม่ระวังล่ะครับ 

ก็ใครล่ะเร่งอยู่ได้  จงอุนดึงมือตัวเองกลับแล้วก็นั่งทำแก้มบวมไม่ยอมพูดกับคนที่มารับอีกเลยตลอดทาง 

เมื่อรถเข้าจอดที่ด้านหน้าบริษัทฮีนิม   ทั้งสองก็ลงจากรถโดยที่มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทมานำรถของท่านประธานไปเข้าที่จอดประจำตำแหน่ง 

ท่านประธานเดินด้วยท่าทางสง่า  ด้วยความที่เขาเป็นคนบุคลิกดีอยู่แล้ว  การเดินเชิดหน้านิดนั้นๆ ไม่ได้ทำให้เขาดูเหมือนหยิ่ง  แต่กลับดูน่าเกรงขามเสียมากกว่า 

จงอุน..  ท่านประธานเรียกเลขาที่เดินตามหลังมาติดๆ 

ครับท่าน  ไม่ว่าทั้งสองจะมีความสนิทกันมากน้อยแค่ไหน  แต่ทั้งสองจะวางตัวในที่ทำงานตลอดเวลาเพื่อเป็นการให้เกียติกับตำแหน่งหน้าที่การงานของตน 

เดี๋ยวไปห้องพยาบาลที่ชั้นเจ็ด  ห้ามปฏิเสธ.....เอาใบรับรองผลการตรวจมาให้ผมดูที่ห้องด้วยถ้าตรวจเสร็จแล้ว 

ครับ  แต่.... 

ห้ามแต่... ถ้าไม่ไปนายมีเรื่องกับฉันตรงนี้แน่  คนที่ยืนรอลิฟอยู่ด้านหน้าพูดกดเสียงต่ำ 

ครับท่าน  อย่างนั้นกรุณาท่านถือของพะรุงพะรังพวกนี้ขึ้นไปให้ผมด้วยนะครับ  ผมจะขึ้นบันได  ว่าแล้วก็เอาของทั้งหมดที่ถือให้เจ้านายยัดใส่มือแล้วเดินขึ้นบันไดไปชั้นเจ็ดโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ท่านประธานจะเหลือมาดแบบไหน 

จงอุนก้าวยาวเดินรวดเดียวจนถึงชั้นเจ็ด  และเมื่อถึงแล้วก็ถึงกับต้องยืนพักหายใจยาว  ไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อยแต่ที่เดินกระแทกรวดเดียวมาถึงนี่ก็เพราะโมโหคนบางคนที่ชอบเผด็จการ   รู้ทั้งรู้ว่าเขาเกลียดหมอเกลียดโรงพยาบาล  พอเป็นอะไรนิดหน่อยก็ชอบบังคับไล่ให้มาหาหมอจนได้ 

อ้าวคุณจงอุนนี่ครับทำไมมาถึงนี่ได้  ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะมาเหยียบห้องพยาบาล 

สวัสดีครับคุณหมอซีวอน  ร่างบางพูดได้สั้นๆ เพราะยังคงมีอาการเหนื่อยหอบ  ผมถูกสั่งให้มาน่ะครับ 

เป็นอะไรครับวันนี้  คนเป็นหมอถึงกับยิ้ม  ก็รู้ทั้งรู้ว่าคุณจงอุนคนน่ารักน่ะไม่ค่อยชอบเขานักหรอก  ก็เข้าใจว่าไม่ชอบหมอแต่ชายหนุ่มหน้าตาดีอย่างเขาถูกปฏิเสธอยู่เรื่อยในหลายเรื่องก็อดจะน้อยใจและขำกับท่าทางการปฏิเสธอย่างชัดเจนไม่ได้ 

ผมโดนประตูรถหนีบครับ  ยื่นมือออกให้หมอดูเล็บตอนนี้เริ่มเป็นสีอมม่วงแล้ว 

อื่ม....คงต้องถอดเล็บนิ้วกลางนะครับ   

ไม่มีทางเลือกใช่ไหมครับ  สีหน้าเริ่มเศร้า... พลางบ่นเบาๆ  เพราะเจ้านั่นปากไม่ดีแท้ๆ เชียว 

ก็ถ้าไม่ถอดเล็บทิ้งเอาไว้มันจะเริ่มเน่านะครับ  นั่นจะเจ็บปวดมากกว่านะครับ  คนเป็นหมอพูดอย่างรู้ทันคนไข้  อาจจะขู่เกินเหตุแต่ก็ต้องให้ยอมรับการถอดเล็บให้ได้ 

แต่ผม......  จงอุนเริ่มคิดไม่ตก   เขาไม่ได้กลัวแค่หมอหรือโรงพยาบาล  แต่มันรวมไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิด  แต่ถ้าหากเป็นการกินยาล่ะก็สบายไม่เคยงอแงหรอก   แต่ทั้งเข็มเอย  มีดผ่าตัดเอย  โอย..แค่คิดก็จะเป็นลมแล้วครับ 

อย่างนั้นเดี๋ยวผมช่วยเรียกท่านประธานมาให้นะครับ  คุณหมอยกยิ้มมุมปากอย่างรู้หน้าที่  เมื่อคนตรงหน้าไม่ตอบเอาแต่นั่งนิ่งวันนี้ก็คงจะไม่ได้รักษากันพอดี 

เพียงไม่นานหลังจากที่คุณหมอซีวอนได้โทรสายตรงขึ้นไปหาท่านประธานของบริษัท    ก็ปรากฏร่างชายหนุ่มสุดหล่อที่แทบจะเรียกว่าวิ่งมาก็คงไม่ผิด   เพราะร่องรอยของเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้า   พอเข้ามาถึงก็เรียกคนหน้ากลมให้เดินออกไปคุยกันข้างนอก 

ต้องถอดเล็บนะรู้รึเปล่า คนพูดสีหน้าเป็นห่วงกลัวใจคนตรงหน้าจะไม่ยอมรักษา 

รู้แล้ว.. ถึงจะตอบว่ารู้แต่สีหน้าก็ไม่ได้ตอบเลยว่าจะยอมให้คุณหมอรักษา 

อ่า...งอแงอย่างกับเด็กแหน่ะ 

ว่าใครครับ 

ก็ใครล่ะเอาแต่ยืนดื้อเงียบอยู่ได้  ถ้ารู้แล้วก็เข้าไปให้คุณหมอรักษาสิครับ 

ก็เข้าไปด้วยกันสิ  เพราะคุณฮีซอลเร่งผมเมื่อเช้านะ  ร่างบางพูดขึ้นก็ทำเอาอีกคนแทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว  กลายเป็นว่าเรื่องที่เจ้าตัวซุ่มซ่ามนี่เป็นความผิดของเขาเต็มๆ  แต่ความจริงที่เขารีบลงมาก็พอจะรู้หน้าที่ตัวเองดีว่าจะต้องมาลงทำไม 

ผมจะฉีดยาชาให้ก่อนนะครับ คุณหมอยกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นทั้งสองคนพากันจูงมือกลับเข้ามา 

ไม่..ไม่ได้...ผมกลัวอ่ะ คนเจ็บเห็นเข็มแวบๆ ก็ถึงกับหน้าซีดปากสั่นขาอ่อนจนต้องโผเข้ากอดซุกใบหน้าแนบอกแกร่งของท่านประธานเสียแน่น  จนน่ากลัวว่าคนที่มาช่วยจะถูกกอดแน่นจนขาดอากาศหายใจไปเสียก่อนคนเจ็บนี่สิ 

จงอุน..  เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบาที่ข้างใบหูของคนที่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมอกของเขา   

อ้าปากซิ เขาสั่งต่อก่อนโดยส่งเม็ดยาสีขาวเล็กๆ วางลงบนปลายลิ้นแดงของอีกคนที่ทำตามอย่างว่าง่าย   ไม่ถึงสองนาทีจากนั้นท่านประธานก็ต้องอุ้มเลขาให้ขึ้นไปนอนบนเตียงพยาบาลให้คุณหมอรักษาต่อได้ 

รู้สึกผิดจรรยาบรรณแพทย์ไปหน่อยนะครับ ที่ต้องมาให้ยาเถื่อนพวกนี้ช่วย ถึงคุณหมอจะพูดแบบนั้นแต่ก็โล่งใจที่จะได้รักษาให้เร็วขึ้นก่อนที่แผลจะแย่ไปกว่านี้ ว่าแล้วก็ได้ฉีดยาชาสักที 

หมอจะคิดมากทำไม ยานั่นก็ของผม แถมคนเขาก็สมัครใจกินลงไปเองด้วย ขายาวพาร่างคนพูดไปนั่งที่เก้าอี้ตัวโตของหมอ 

เขานั่งไขว่ห้างพลางจ้องมองการรักษาของหมอ   ไม่ใช่ไม่เชื่อมือแต่เจ้าหมอใหม่นี่ท่าทางไม่น่าไว้ใจเพราะสายตาที่มองจงอุนของเขานี่สิ   แถมยังเคยมาจีบจงอุนต่อหน้าเขาตรงๆ เสียด้วย   คิดว่าแกแน่มาจากไหนวะ.. สมน้ำหน้าที่จงอุนกลัวหมอแบบนี้ดีจริงๆ เลย 

ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมงที่คนไข้คนแรกของวันหลับไปด้วยฤทธิ์ยานอนหลับ  ทำให้ไม่ได้พบกับจุนกิพี่ชายที่แวะเข้ามาเยี่ยมที่บริษัท  แต่ก็ไม่ลืมที่จะฝากความห่วงใยน้องชายกับว่าที่น้องเขยที่เขาพยายามช่วยอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดทางให้เท่านั้น 

จุนกิรู้ดีว่าความรักครั้งแรกของจงอุนนั้นมันโหดร้ายมากแค่ไหน.. เจ้ายองอุน พระเอกจอแก้วนั่นมันปีศาจในคราบเทพบุตรชัดๆ ทำให้น้องชายของเขาหวาดกลัวความรักมากขนาดนี้  อีกอย่างตัวท่านประธานก็ใช่ย่อย.. ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้หักอกชาวบ้านเป็นว่าเล่น  แต่ที่ยอมเปิดทางให้เพราะใจอ่อนแทนน้องชายที่คาสโนว่าตัวพ่ออย่างฮีซอลตามติดน้องชายของเขาเป็นปีๆ แล้ว  และดูท่าว่าจะไม่เคยลวนลามเกินเลยกับน้องชายของเขา นี่สินะที่เค้าเรียกว่าถูกสยบราบคาบ  คงเป็นชะตากรรมของคาสโนว่าที่ทำให้มารักคนที่หวาดกลัวความรักสุดๆ อย่างจงอุน น่าสงสารจริงๆ ท่านประธาน +++++++ 

เป็นเวลาบ่ายกว่าแล้วคยูฮยอนเอาแต่เดินไปมาจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งของห้อง  เขาพยายามคิดหาวิธีที่จะให้เจ้าตัวเล็กใจแข็งนี่ยอมย้ายเข้ามาอยู่กับเขาให้ได้  แต่ก็ดูเหมือนจะถูกดักไปเสียทุกทาง  เขาเริ่มแอ่ะใจที่รยออุคเอาแต่หมางเมินเขาซึ่งมันแตกต่างจากตอนที่อยู่ที่อังกฤษมาก 

แล้วความคิดของเขาเองก็กำลังตีกันวุ่นวาย  เขาเคยสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมจบชีวิตที่คนคนเดียวอีกหลังจากที่เลิกกับอีซองมิน  คนรักเก่าที่เขารักมาก แต่อีซองมินกลับบอกว่ารักพี่ชายของเขามากกว่า น่าเจ็บใจที่รู้ว่าคนอย่างซองมินทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดพี่ชายของเขา  ทำได้แม้กระทั่งทำเป็นรักกับเขาเพื่อที่จะได้ยกระดับให้ตัวเองสำคัญกับพี่ฮีซอลมากกว่าแค่คู่นอนคืนเดียวทิ้ง 

และตอนนี้ในส่วนลึกของเขากำลังอยากจะให้รยออุคหยุดเขา  ให้เขาได้หยุดอยู่ข้างๆ เจ้าตัวเล็กที่ยอมเขาทุกอย่างตลอดมา  เขาขอเพียงเวลาแต่มันคงนานเกินไปจนล่วงเลยไปกว่าสองปีที่อังกฤษ เขาคงทำร้ายจิตใจรยออุคนานเกินไป ให้รอนานเกินไปกว่าเขาจะรู้ใจตัวเอง เพราะตอนนี้ดูเหมือนรยออุคจะรอไม่ไหวเสียแล้ว 

อยากออกไปเที่ยวล่ะสิ เดินไปเดินมาเป็นหนูติดจั่นเลยนะ 

สายตากลมโตแอบเหลียวมองคนที่แซวเขา  เจ้าตัวเล็กมาเก็บเสื้อผ้าให้เขาตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนนี่กว่าบ่ายแล้วก็ยังเก็บนู่นเก็บนี่ในห้องของเขาอีกเรื่อยเปื่อย  จะรู้ไหมนะว่าท่าทางที่ดูแลกันแบบนี้ใครมาเห็นก็ต้องบอกอยู่แล้วว่ารยออุคเป็นภรรยาที่แสนดีแค่ไหน  ถ้าฉันได้เป็นสามีนายจริงๆ ฉันจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกไหมนะ 

เสร็จแล้ว.. ฉันกลับบ้านก่อนนะ  ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นมายืนบิดขี้เกียจ 

จะไปไหนล่ะ ร่างสูงหยุดเดินไปมาแล้วทำหน้าหมาสงสัย 

ก็กลับบ้านน่ะสิ ฉันเก็บของให้นายจนเสร็จหมดแล้วเนี่ย ไม่พูดเปล่าเขาส่ายหน้ากับคำถามของคนถามที่รู้สึกว่าถามโง่ๆ 

แล้ว...แล้ว.. ไม่กินข้าวกันก่อนเหรอ ถามออกไปก็อยากจะตบหัวตัวเองแรงๆ อยากชวนให้อยู่ด้วยกันไม่ใช่แค่ชวนกินข้าวเฟ้ย  คิดมาตั้งหลายชั่วโมงทำไมทำได้แค่นี้วะคยูฮยอนเอ้ย 

รยออุคดูสีหน้าที่ตีกันยุ่งของเพื่อนแล้วก็อดขำไม่ได้  ก็พอจะรู้สึกเหมือนกันว่าช่วงหลังๆ ก่อนกลับมาที่เกาหลีดูเหมือนว่าคยูฮยอนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย  แต่ก็เล็กน้อยเกินกว่าที่จะทำให้รยออุคจะมีกำลังใจพอที่จะรอคยูฮยอนต่อได้อีก  ขอโทษนะที่ฉันไม่อยากจะรอคอยด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว 

ไม่ล่ะ วันนี้ฉันนัดกับดงแฮเอาไว้แล้วตอนบ่าย 2 นี่ใกล้เวลาแล้วฉันไปก่อนนะ 

แต่ก่อนที่จะได้ก้าวพ้นประตูห้องออกไปก็ถูกรั้งไว้ด้วยอ้อมกอดที่คุ้นเคย  อ้อมกอดที่มักทำให้เขายอมคยูฮยอนมาโดยตลอด  แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วคนอย่างรยออุคก็ไม่มีวันจะเปลี่ยนใจ  เขาคิดว่าตัวเองได้ตักตวงเอาความสุขจากการยอมทำตามใจตัวเองมานานแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับมาอยู่กับพี่ฮยอกแจแล้ว พี่ชายที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง  เขาจะไม่ยอมให้พี่ชายต้องเป็นกังวลเพราะการทำตัวแย่ๆ ของเขาแน่นอน 

คยู.. ฉันว่าคืนนี้นายไปเที่ยวเถอะ นายอาจจะแค่ทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องกลับมา แต่สักพักนายจะชินเหมือนที่อังกฤษนั่นล่ะ นิ้วเรียวแกะอ้อมแขนนั่นออก ซึ่งความจริงแล้วเขาเองก็อยากจะให้อ้อมแขนนี้เป็นของเขาเพียงคนเดียวตลอดไป แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้ 

ทำไมนายผลักไสฉันจังนะ น้ำเสียงทีเย็นชาของคนพูดทำให้อีกคนกลัว ถึงจะคิดตัดใจแต่ก็ไม่ได้อยากจะไปอยู่ไกลเกินเอื้อม อย่างน้อยแค่ยังได้เห็นกันบ้างเขาก็พอใจแล้ว 

จะไปด้วยก็ได้นะ ดงแฮคงไม่ว่าอะไรสุดท้ายรยออุคก็ใจอ่อนตามเคย 

ไม่ดีกว่า เพื่อนนายไม่ค่อยชอบฉันนี่  พูดไปก็เจ็บใจที่เพื่อนๆ ในกลุ่มของเจ้าตัวเล็กนี่พากันแอบเหน็บเขาทุกทีที่ได้พบกัน ก็ไม่ได้กลัวหรอกนะแต่ว่าปะทะฝีปากกันทีไรคนที่มักจะทำหน้าไม่ถูกก็คือเจ้าตัวเล็กเองนั่นแหละ 

ถ้าอย่างนั้นเจอกันพรุ่งนี้ที่บริษัทนะ รอยยิ้มเล็กๆ ส่งให้เพื่อนก่อนที่จะเดินออกไป 

เปลี่ยนใจแล้ว ฉันจะไปส่งนายแล้วกัน แล้วถ้าจะกลับก็โทรหาฉัน ฉันจะไปรับ 

รยออุคก้มหน้ายิ้มกว้างให้กับตัวเอง ถ้าผมจะคิดเข้าข้างตัวเองไปแบบนี้เรื่อยๆ ได้ไหมครับ เวลาคยูฮยอนทำดีกับผมทีไรผมก็มีความหวังขึ้นมาทุกที 

รถสปอร์ตสีดำคันหรูเข้าเทียบที่หน้าร้านกาแฟของดงแฮเพื่อนที่รยออุคนัดไว้ ก่อนที่จะลงจากรถคยูฮยอนก็ไม่ลืมย้ำให้รยออุคโทรหาเขาเมื่อจะกลับบ้าน 

เขาขับรถเข้าไปจอดในห้างใกล้ๆ นั่นเอง เพราะหวังว่าจะเดินเล่นดูบ้านเมืองที่จากไปนานเสียหน่อย ว่าไปแล้วเมื่อก่อนเขามาเดินแถวๆ นี้ประจำ มากับใครน่ะเหรอ? ก็ซองมินนักช็อปไง.. ในครั้งแรกเขาก็เจอซองมินผู้น่ารักที่นี่ เพียงแค่รอยยิ้มแสนเสน่ห์ได้ปรากฏขึ้นบนในหน้าหวาน หัวใจของคยูฮยอนผู้อ่อนด้อยประสบการณ์ความรักก็ทุ่มให้เจ้าของรอยยิ้มนั่นไปจนหมดหัวใจ 

โว้ย..ยย ฉันจะคิดถึงนายทำไมนะ อีซองมิน ออกไปจากหัวฉันสักที ด้วยแรงที่สะบัดหัวตัวเองแรงเกินไปทำให้เขาเซไปชนกับใครคนหนึ่ง 

ขอโทษครับ ผมขอ.. 

ไม่เป็นไรครับ 

รอยยิ้มหวานของคนที่ถูกชนถึงกับสะกดเอาร่างสูงตาค้าง  นี่คนหรือนางฟ้ากันล่ะเนี่ย  ดวงตากลมในตาสีดำดูอ่อนหวาน  จมูกโด่งที่รั้นขึ้นเล็กน้อยรับกับริมฝีปากอิ่มที่คลี่ยิ้มส่งมาให้  ทำเอาเขาเพ้อจนแน่นิ่งไปชั่วครู่ 

คุณครับเป็นอะไรรึเปล่าครับ  มือบางโบกไปมาตรงหน้าของร่างสูงที่มาชนเขา 

อ่ะ.. ขอโทษครับ ผมมัวแต่ตกใจที่ได้เจอคนสวยขนาดคุณ.. เขาทิ้งคำเล็กน้อยเป็นเชิงถามชื่อ 

ฮิ ฮิ ผมชื่อลีทึกกีครับ เสียงหัวเราะเล็กๆ เล็ดลอดออกมาเบาๆ คุณนี่ดูยังเด็กแต่คารมใช้ได้เลยนะครับ ไม่มีท่าทีที่ไม่พอใจที่ถูกจีบตรงๆ แบบนี้ สำหรับคนอย่างลีทึกกีแล้วมันเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว และชายหนุ่มตรงหน้าก็หน้าตาดีตรงสเป๊กเสียด้วย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรังเกียจอะไรสำหรับเขา 

ถ้าคุณไม่ว่าอะไร เราไปหาอะไรดื่มไปคุยไปเพื่อผูกสัมพันธ์กันสักนิดจะรังเกียจไหมครับเมื่อเล่นด้วยมีเหรอที่คนอย่างคยูฮยอนจะยอมปล่อยให้ผ่านเลยไปเฉยๆ แถมหน้าตาดีขนาดนี้อยากผูกสัมพันธ์ในห้องนอนมากกว่าจริงๆ 

อื่ม.. ร้านกาแฟตรงข้ามนี่เป็นไงครับ ผมกำลังจะไปหาอะไรดื่มที่นั่นพอดี ใบหน้าหวานทำท่าคิดเพียงชั่วครู่ก็เสนอพ่อหนุ่มสุดหล่อทันที 

ทั้งสองเดินไปด้วยกันโดยที่คยูฮยอนเสนอช่วยถือของให้กับทึกกีแล้วพากับข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม  ร้านที่คยูฮยอนคงลืมไปแล้วว่าเพิ่งมาส่งเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่นี้เอง  

+++++++ 

P.Jay

[Promote Fic SuperJunior] THE CLOSENESS 2

posted on 22 Apr 2010 12:53 by ohoha  in FanFiction

[Promote Fic SuperJunior] THE CLOSENESS 2




















P.Jay

คำเตือน..!
ในนี้มีเนื้อหานิยาย ความรักของชายรักชาย
ผู้อ่านหรือผู้เยี่ยมชมหากไม่ชอบนิยายแนวนี้กรุณา  ปิดหน้าต่างนี้ไป
ยินดีรับคำติชม แต่..ไม่รับคำด่าทอ วาจาหยาบคาย ไม่สุภาพ ไร้การศึกษา

+++++++++++++++

เนื้อเรื่องเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น  ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงใดๆ
ตัวละครทุกตัว  มีชีวิตจริง...กรุณาให้เกีรยติ์ในการออกความเห็น
สุดท้ายไม่ท้ายสุด..อิอิ  ใครคู่ใครไม่รู้ในนี้ตามใจคนแต่งอย่างเดียว



THE CLOSENESS
 จบภาคแรกค่ะ





THE CLOSENESS

 
CHAPTER…13  จบภาคแรก 



 
สวัสดีครับ...มีคนบอกว่าผมชื่อคิมเยซอง  ตอนนี้คนที่ผมอาศัยอยู่ด้วยเขาชื่อคิมฮีซอลครับ  ผมจำอะไรไม่ได้เลยทั้งเกี่ยวกับตัวเองและคนที่ผมอาศัยอยู่ด้วย   คนที่อยู่ด้วยเหรอครับ?  เขาเป็นคนประหลาดที่ชอบจูบผมครับ   ไม่ว่าจะตื่นนอน   ผมจะออกไปโรงเรียน  ผมกลับมาจากโรงเรียน  จนถึงจูบราตรีสวัสดิ์

 
อ่า....นี่ผมอยู่กับคนคนนี้ปลอดภัยแน่เหรอครับ?

 
วันๆ ผมทำอะไรบ้างน่ะเหรอ?  รู้สึกว่าผมจะโดนจัดตารางเวลาเอาไว้ทุกๆ วัน   ผมต้องตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า  ต้องทานข้าวเช้าก่อนเจ็ดโมงครึ่ง   และต้องถึงโรงเรียนก่อนแปดโมงครึ่งครับ   ผมต้องเรียนภาษาเกาหลี.....ทำไมต้องเรียนก็ไม่รู้  ก็ตอนนี้ผมเป็นคนเยอรมันนี่นาไม่รู้ฮีซอลจะให้ผมเรียนภาษาเกาหลีทำไม   แต่ยังไงก็ต้องเรียน.....เพราะกฎการอยู่ร่วมกับฮีซอลคือต้องเชื่อฟังทุกอย่าง  เผด็จการสุดๆ เลยครับผู้ชายคนนี้

 
แล้วทำไมผมถึงต้องเชื่อฟังเค้าน่ะเหรอ?  ก็เขาบอกว่าเขาเป็นพี่ชายของผมนี่ครับ.... พี่ชาย.... ประหลาดที่หน้าตาสวยเหมือนผู้หญิง  แต่แข็งแรงยิ่งกว่ากระทิงถึก  อ้อ.....ผมมีน้องชายด้วยนะ  หน้าตาหวานไม่แพ้ฮีซอล   พูดจาน่ารักน้ำเสียงก็เพราะนุ่มนวล   ดูบอบบางน่าทนุถนอม   ช่างแตกต่างจากฮีซอลมากๆ น้องชายของผมชื่อคิมเรียวอุคครับ   แต่เดือนหนึ่งผมจะได้เจอเรียวอุคแค่ 2 วัน  ฮีซอลบอกว่าเรียวอุคเรียนอยู่ที่เกาหลีนั่นผมก็งงทำไมเราถึงไม่อยู่ด้วยกัน   และอีกอย่างเรียวอุคเป็นน้องชายของผมแต่ทำไมพูดภาษาเยอรมันไม่ค่อยได้ก็ไม่รู้   ทำให้เราสองคนคุยกันได้ไม่ค่อยเข้าใจนัก   แต่เขาก็จะอยู่เป็นเพื่อนผมทั้งวัน..นั่นดีมากๆ เลย 

เพราะฮีซอลน่ะงานเยอะ...  ไปส่งผมที่โรงเรียนแล้วกว่าผมจะได้เจอเขาอีกทีก็นู่นครับ...หลังสี่ทุ่มไปแล้ว   ส่วนมากผมก็จะนอนแล้วนั่นหล่ะ   แต่ก็อย่างที่บอกฮีซอลเป็นคนบ้าจูบครับ   ผมนอนไปแล้วเจ้านี่ก็จะยังเข้ามาจูบราตรีสวัสดิ์อยู่ได้ 

วันนี้ผมตื่นตรงเวลาอีกเหมือนเดิม  ระหว่างทางที่จะเดินไปห้องน้ำผมจะต้องเดินผ่านห้องทำงานฮีซอล   ฮีซอลอายุเท่าๆ กับผมแต่เขาทำงานหนักมากๆ เลยครับ    ทุกๆ วันฮีซอลกลับมาบ้านแล้วก็จะจมอยู่กับกองเอกสาร 

ผมเห็นฮีซอลนั่งไหว่ห้างเอาข้อศอกว่าไว้บนเข่าและมือค้ำศีรษะเอาไว้    ผมค่อยๆ เดินเข้าไปดูเห็นว่าฮีซอลนั่งหลับอยู่ครับ    ผมก้มลงไปดูใบหน้าสวยตกใจเล็กน้อยที่มันมีคราบน้ำตา   มองลงไปที่พื้นมีรูปใบหนึ่งตกอยู่ 

มีรูปฮีซอลที่ยังดูอายุน้อยกว่าตอนนี้มาก  ข้างๆ นั่นคงเป็นผม  คิดไปแล้ว....ผมนี่คงหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็กเลยนะครับ   ข้างๆ ผมถัดไปเป็นผู้ชายหน้าตาดี...แต่น้อยกว่าผมนะครับ  ตัวค่อนข้างใหญ่  มีเด็กสองคนนั่งอยู่ที่ม้านั่งด้านหน้า  คนหนึ่งผมรู้ว่าเป็นเรียวอุค  แต่เจ้าเด็กแก้มเยอะนี่ผมก็ไม่รู้จักครับ   ใครหว่า...สองคนนี้ 

ผมหยิบเอารูปขึ้นวางไว้บนโต๊ะแล้วเขย่าปลุกฮีซอลเบาๆ เขาก็รู้สึกตัว   ฮีซอลเป็นคนตื่นง่ายหลับยากครับ...  กว่าเขาจะหลับได้ก็ต้องเงียบมากๆ จนไม่ได้ยินเสียงอะไร  แต่ถ้าเขานอนไปแล้วคุณทำเสียงดังจนเขาตื่นล่ะก็  ณ นาทีนั้นคุณจะได้ความรู้สึกสัมผัสถึงนรกเลยล่ะครับ 

ฮีซอลเช้าแล้วนะ  ผมบอกเมื่อเห็นเขาเงยหน้าขึ้นมาแล้ว  ดวงตาโตๆ ของเขาจ้องผมเขม็ง   แต่ผมกลับรู้สึกว่าข้างในแววตานั้นว่างเปล่า 

ผมเอื้อมมือไปปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าสวยทั้งสองข้าง    เขาดึงผมเข้าไปกอดแล้วก็ซบหน้าลงที่ท้องของผม   ผมรู้สึกได้ว่าวันนี้ฮีซอลรู้สึกเศร้า......แต่ผมไม่รู้ว่าเขาเศร้าเพราะอะไร  ผมแค่สัมผัสได้  ถึงบรรยากาศรอบๆ ตัวของฮีซอล 

ผ่านมาห้าปีแล้ว...พรุ่งนี้เราจะกลับเกาหลีนะเยซอง  ฮีซอลพูดด้วยเสียงใหญ่และแหบพร่า 

หา....อะไรนะฮีซอล  นายไม่เคยบอกฉันเลย  ผมตกใจมากที่ได้ยิน  จะดันคนที่กอดออกเพื่อที่จะได้มองหน้าคุยกันให้รู้เรื่อง   แต่เจ้านี่ยิ่งกอดผมแน่นจนแทบหายใจไม่ออก 

ก็พูดเมื่อกี๊ไง  เนื้อหาฟังดูกวนโมโห  แต่น้ำเสียงของฮีซอลมันแฝงไว้ด้วยบางอย่างจนผมไม่อยากจะทะเลาะด้วย 

อีกแล้วนะฮีซอล   นายจะทำอะไรไม่เคยถามความสมัครใจของฉันเลย   ภาษาเกาหลีของฉันมันก็ประหลาด   ถ้าไปแล้วนายทิ้งฉันอยู่บ้านคนเดียวเหมือนที่นี่ล่ะก็นายตายแน่ 

ความจริงผมก็ยอมรับได้ที่จะต้องทำตามใจของฮีซอลทุกเรื่อง   ที่ไหนที่มีฮีซอลผมก็อยู่ได้ทั้งนั้นแหละ    เพราะตั้งแต่วันแรกที่ผมฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาลจนถึงวันนี้   ไม่เคยมีวันไหนที่ผมจะไม่มีฮีซอลอยู่ด้วย   ถึงแม้เขาจะงานเยอะหรือต้องไปทำงานที่ไกลๆ แต่ฮีซอลจะกลับมาบ้านเสมอ 

+++++++




ณ กรุงโซล  

 
เมื่อทั้งสองคนที่เดินทางมาจากเยอรมันได้ลงจากเครื่องแล้วก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อกันหนาวสีขาว   ที่ใบหน้าคาดผ้าปิดปากสีดำ   อีกทั้งยังมีหมวกไหมพรมสีดำอีกหนึ่งใบที่สวมทับลงบนศรีษะ   เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง 

พี่ฮีซอล...ทางนี้ครับ  เด็กหนุ่มคนนั้นยกโบกไม้โบกมือเรียก   แล้วตรงเข้าสวมกอดคนที่เรียกด้วยความคิดถึง 

โอโห...ไอ้ไก่   แต่งตัวอะไรเนี่ย?   เขาทักทายกลับอย่างเป็นกันเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

พี่อ่ะ....ผมเป็นถึงนักร้องดังนะฮะ  เรียกผมให้เท่ห์กว่านี้ได้มะ  แล้วก็ผมมารับพี่ไปบ้านคิบอมน่ะครับตอนนี้ทุกคนไปรออยู่ที่นั่นแล้ว  เด็กหนุ่มพูดไปสายตาก็เอาแต่จับจ้องอยู่กับอีกคนที่มาด้วยกันกับคนที่เขามารับ 

ชายร่างบางใบชุดเสื้อยืดและกางเกงยืนสีดำเอาแต่ยืนหันข้างให้เขาโดยไม่พูดอะไรเลย  ไม่แม้แต่จะสบตาทักทายกัน   เด็กหนุ่มต้องเลิกจ้องมองเพราะอีกคนสะกิดให้สัญญาณว่าให้เลิกมองได้แล้ว  เพราะกลัวว่าคนที่มาด้วยจะตื่นกลัวจนร้องหนีกลับเยอรมันซะก่อน 

รถยนต์คันใหญ่สีดำที่ด้านหลังสามารถให้คนทั้งสามนั่งหันหน้าเขาหากันและคุยกันได้ขับเคลื่อนออกจากสนามบินแล้ว   คนที่เอาแต่นั่งเงียบก็ยังคงเงียบสนิทโดยที่สายตาก็เอาแต่จ้องมองออกไปภายนอกหน้าต่างโดยที่ไม่ได้สนใจคนทั้งสองที่คุยกันจนออกรสชาติ 

เขาไม่ได้ไม่สนใจใคร....แต่ไม่อยากจะสนใจต่างหาก   ไม่รู้ว่าคนที่มารับเป็นใคร...และก็ไม่อยากรู้จักหรอกเพราะฮีซอลเอาแต่ยิ้มหัวเราะอย่างสนุกสนานกับคนคนนั้น   ที่เวลาอยู่กับเขาสองคนมีแต่ชอบออกคำสั่ง  ทำหน้าดุ  แล้วก็เอาแต่จูบ  แค่นั้นเอง....แค่รู้สึกว่าฮีซอลมีชีวิตชีวาที่ได้มาเกาหลี   ส่วนเขาที่ยอมตามมาง่ายๆ ก็ยังไม่ทันที่จะได้บอกลาเพื่อนที่เยอรมันเลยสักคน 

พี่เยซองครับ  จำผมได้รึเปล่า  คนที่ถูกถามหันหน้าออกจากหน้าต่างมามองหน้าของคนที่ถาม  ซึ่งตอนนี้ถอดหมวกและผ้าปิดปากออกแล้ว   ก็หน้าตาน่ารักดีนะ....เยซองคิดแล้วก็หันหน้าไปมองฮีซอลเป็นเชิงคำถามบ้าง 

เด็กนี่ชื่ออึนฮยอก...เป็นรุ่นน้องคนโปรดของนายไงเยซอง  เขาเป็นนักร้องที่ดังมากเลยนะ   

นายมาจากเยอรมันเหมือนกันเหรอ?   น้ำเสียงของเยซองรู้สึกดีใจมาก  แต่ก็สงสัยที่คนที่ถูกเขาถามเอาแต่นั่งนิ่ง 

ด้วยความเคยชินฮีซอลพูดกับเยซองเป็นภาษาเยอรมัน   และเมื่อฮีซอลบอกว่าเด็กคนนี้เป็นรุ่นน้องคนสนิทของเขา   เขาก็ดีใจที่ได้เจอคนที่มาจากเยอรมันเหมือนกัน   แต่คนที่ถูกถามด้วยภาษาต่างประเทศก็ได้แต่อ้าปากเหวอ....ทำหน้าเป็นไก่มึนแบบสมบรูณ์แบบ   จนเยซองคิดไปว่าเขาพูดอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ? 

พูดเกาหลีสิเยซอง  นายเรียนมาแล้วนะ  แล้วตอนนี้เราก็อยู่ที่เกาหลีด้วย  ฮีซอลจะจับมือคนที่นั่งข้างๆ เพื่อช่วยให้ความมั่นใจที่เขาจะใช้ภาษาบ้านเกิด 

“NOP…”  เยซองปฏิเสธเสียงแข็งแล้วสะบัดมือของคนบอกออก  ใบหน้าขมวดคิ้วเข้ม....เหล่ตามองร่างบางที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่สบอารมณ์แล้ว  ก็หันมองออกไปทางหน้าต่างรถโดยไม่หันมาสนใจอีกสองคนนั่นอีกเลย 

สีหน้าของอึนฮยอกสลดลง  รอยยิ้มที่สดใสของเขาก็พลันหายไปด้วย   เขาหันไปยิ้มแห้งๆ ให้ฮีซอลอย่างเข้าใจสถาณการณ์    

ตั้งแต่ที่เยซองออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่เคยมีใครไปเยี่ยมเยซองเลยนอกจากเรียวอุคที่เดินทางไปหาทุกเดือนโดยไม่ขาดแม้แต่เดือนเดียวตลอด 5 ปี 

ทำไมน่ะเหรอ?....เพราะทุกคนทำเพื่อเยซองน่ะสิ    พวกเขาต้องรอผลหลังจาก สามปีไปแล้วว่าเยซองจะไม่กลับไปป่วยอีก   เพราะฉะนั้นการที่เยซองไม่รับรู้เรื่องในอดีตนั่นมันดีที่สุดแล้ว   แต่กว่าหมอจะรับรองก็เมื่อเดือนที่แล้วว่าเยซองปลอดภัยดีแล้วก็เป็นหน้าที่ของฮีซอลและทุกคนที่จะช่วยคืนความทรงจำให้แก่เขา 

เรากำลังจะไปที่บ้านคุณอานะเยซอง  ฮีซอลยอมจำนนเขายังคงใช้ภาษาเยอรมันกับคนแสนงอนที่เอาแต่ทำแก้มป่องตาตี่หันมองแต่หน้าต่าง  เรียวอุครออยู่ที่นั่นแล้ว  และนายจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยนะ 

ใส่ชุดนี้เขาไม่ให้เข้าบ้านรึไง  เยซองปรายตามองคนที่คุยด้วยแล้วก็หันหนีเหมือนเดิม 

ต้องแต่งตัวให้สุภาพเพราะเรากำลังจะไปพบญาติผู้ใหญ่   ที่โรงเรียนเขาไม่สอนรึไง   

เมื่อฮีซอลพูดจบเยซองหันมาสบตาเขาด้วยน้ำตานองหน้าจนอีกสองคนตกใจ   ฮีซอลรีบดึงคนที่ร้องไห้เข้ามากอดไว้แน่น  พลางลูบหลัง 

ฮีซอล...ฉันยังไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องของตัวเอง  เราสองคนอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ?  ฉันรู้สึกกลัวบางอย่าง  ในที่สุดเยซองก็ยอมสารภาพความคิดภายในใจออกมา   ที่นั่งหน้าบูดบึ้งมาตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนถึงตอนนี้   อะไรๆ ก็ขวางหูขวางตาเขาไปหมด   แถมเขาเองก็รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่ที่เห็นหน้าเด็กหนุ่มคนนั้น 

ความรู้สึกมันเหมือนจะบอกเขาว่าถ้าได้รับรู้เรื่องของตัวเองแล้วระหว่างเขากับฮีซอลจะไม่เหมือนเดิมอีก    แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร   ถึงจะมีคนรอบกายเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเป็นร้อยแต่ถ้าไม่มีฮีซอลเขาก็ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ 

อึนฮยอกเองก็ได้แต่ภาวนาในใจว่าสิ่งที่ทุกคนทำไปทั้งหมดก็เพื่อพี่เยซองนั้นจะถูกต้อง    มันคงไม่เป็นการทำร้ายคนคนนี้มากขึ้นไปอีกหรอกนะ 

+++++++


รถสปอร์ตหัวนอกคันสีขาวแล่นเข้าจอดภายในพื้นที่อย่างช้าๆ  เด็กหนุ่มที่ในตอนนี้ได้เติบโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว   ขายาวก้าวลงจากรถแล้วเดินตรงไปยังห้องพิธี...  ในตอนนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากรูปภาพของชายคนหนึ่งวางอยู่บนหิ้ง  เขาคุกเข่าลงแล้วก้มหัวคำนับ 

พี่ครับ.....  วันนี้พี่เยซองจะมาหาพี่แล้วครับ  พี่ยังรออยู่ใช่ไหมครับ  ถ้าพี่ได้ยินผม.....  หยดน้ำใสๆ หยดลงที่พื้น   น้ำเสียงของเขาเริ่มติดขัดจนเขาไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้นอกเสียจากเสียงสะอื้นไห้ที่แสนจะเจ็บปวด 

ครืด......ดดด  เสียงประตูกระดาษที่เลื่อนเปิดออกโดยมือของคนร่างเล็กที่เข้ามาเพราะเห็นรถของคนที่อยู่ในห้องเข้ามาจอดก่อนหน้าเขาแล้ว  ร่างเล็กคุกเข่าแล้วก้มหัวลงคำนับก่อนที่จะเข้าประคองกอดชายหนุ่มที่ยังคงร้องไห้สะอื้น 

ฉันยังยอมรับไม่ได้ว่าพี่คังอินจากไปแล้วจริงๆ  ชายหนุ่มซบหน้ากับอกของคนกอด 

พี่เขาไปสบายแล้วนะคิบอม  พี่คังอินพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยพี่เยซอง....แม้จะไม่ทันก็ตาม 

ออกไปข้างนอกเถอะ...ทุกคนรออยู่นะ  นายต้องไปขอบคุณญาติๆ ที่มาช่วยงานกันที่โบสถ์และที่สุสานเมื่อวานนะ  ตอนนี้คุณอาผู้หญิงคงไม่ไหวแล้ว  ร่างเล็กพยายามพยุงเขาออกมาจากห้อง 

ทางด้านนอกมีสองคนที่ยืนรออยู่  พวกเขายิ้มน้อยๆ ให้แก่ทั้งสองคนที่พากันออกมาเพื่อเป็นกำลังใจให้ 

เรียวอุคเดี๋ยวไปรับพี่ฮีซอลกับพี่เยซองที่หน้าบ้านเถอะ  สองคนนั้นมาถึงแล้ว  เสื้อผ้าพร้อมแล้วใช่ไหม?  ทึกกีคนรักของร่างเล็กบอกแล้วถามถึงสิ่งที่จะต้องเตรียมเอาไว้ให้คนทั้งสอง 

มาถึงกันแล้วเหรอครับ  อย่างนั้นผมฝากคิบอมด้วยนะครับ  เดี๋ยวผมจะรีบพาทั้งคู่ตามเข้าไป  ร่างเล็กรีบเดินออกไปหาพี่ชายทั้งสองด้วยความดีใจ 

นายไหวรึเปล่าคิบอม  เสียงทุ้มเอ่ยถามคนที่ออกมาจากห้องอีกคนที่ยังคงมีน้ำตา 

ผมยังไหวครับพี่ซีวอน  เราไปกันเถอะครับ   

คิบอม...  มีเสียงหนึ่งเรียกเขาเอาไว้จนเจ้าตัวต้องหันกลับไปมอง   แล้วคนที่เรียกเขาเอาไว้ก็เดินเร็วเข้ามากอดกอดเขาเอาไว้เต็มรัก  ขอโทษทีที่กลับมาไม่ทัน  ไฟล์ตบินฉันติดพายุหิมะน่ะ 

คยู.... นายปลอดภัยก็ดีแล้ว  คิบอมพูดขึ้นเบาๆ เขารู้สึกขอบคุณที่ไม่มีเรื่องให้ต้องเสียใจเพิ่มขึ้นมาอีก 

พี่ทึกกี  ผมกลับมาแล้วครับ  คนที่มาใหม่หันกลับไปกอดทักทายพี่ชาย   ทั้งสองพี่น้องตบหลังกันเบาๆ ก่อนจะแยกออกจากกันแล้ว  คยูฮยอนก็เดินกลับไปประคองเพื่อนที่เพิ่งเสียพี่ชาย 

ถึงจะบอกว่าเพิ่งเสียพี่ชายแต่ความจริงแล้วร่างของพี่คังอินที่ยังคงอยู่จนถึงเมื่อวันก่อนมันมหัศจรรย์มากกว่า    เพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบินตั้งแต่ 5 ปีก่อนทำให้พี่คังอินเป็นเจ้าชายนิทรามาโดยตลอด   ความจริงพ่อแม่ของคังอินตัดใจแล้วตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วแต่คิบอมไม่ยอม   เขาจะทำทุกอย่างที่จะยื้อพี่ชายเอาไว้ 

จนกระทั่งเขาที่เดินทางไปติดต่อธุรกิจกับบริษัทเกมที่อิตาลี่ได้รู้ข่าวก็รีบเดินทางกลับมา   คยูฮยอนมีบริษัทเล็กๆ ที่ทำกับคิบอมตั้งแต่เมื่อตอนเรียนม.ปลายปี 2   จนถึงตอนนี้พวกเขายังเรียนมหาวิทยลัยไม่จบแต่บริษัทของพวกเขาก็เติบโตขึ้นมาก 

อีกฝากหนึ่งของคนที่เพิ่งจะมาถึง   เรียวอุควิ่งตรงเข้ามากอดพี่ชายทั้งสองไว้แน่นถึงแม้จะมีน้ำตาของความเสียใจที่สูญเสียญาติแต่ฮีซอลก็ยังคงเก็บอาการเอาไว้อย่างดีเพื่อไม่ให้อีกคนที่เอาแต่เกาะติดเขาจะต้องกังวลมากไปกว่านี้ 

เรียวอุคพาฮีซอลและเยซองไปเปลี่ยนเสื้อผ้า   ส่วนอึนฮยอกก็พาพี่ชายและคนอื่นๆ ที่นำรถตามเข้ามาจอดติดๆ กันไปรอที่ห้องจัดเลี้ยงของบ้านก่อน 

คุณอาเรานี่เป็นเศรษฐีเหรอ?  บ้านใหญ่จัง  เยซองกระซิบถามฮีซอล   ทำเอาคนที่ถูกถามถึงกับถอนหายใจยาว  พลางคิดไปว่าแค่นี้ก็ตื่นเต้น....ถ้ากลับไปบ้านของเราแล้วนายจะช็อกเลยรึเปล่านะ   ก็บ้านของพวกเขาน่ะใหญ่ว่าบ้านหลังนี้อีกสัก 2 เท่าตัวกระมั้ง 

ทำไมเหรอครับพี่ฮีซอล  เรียวอุคเห็นพี่ชายถอนหายใจยาวแล้วก็สงสัย  เพราะเรื่องภาษาเยอรมันน่ะ....ถึงเขาจะเข้าเรียนมาบ้างแต่ก็ต้องยกมือยอมแพ้   เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจที่เยซองกับฮีซอลคุยกันนัก 

เจ้านี่ถามว่าคุณอาเรามีบ้านใหญ่ขนาดนี้รวยมากเหรอ?  พูดแล้วฮีซอลก็แอบยิ้ม  จนโดยคนข้างเอาศอกกระทุ้ง 

นายพูดอะไร? 

ก็พูดเกาหลีไง  ถ้าอยากจะรู้เรื่องด้วยก็ยอมฝึกฟังและพูดซะ  ฉันจะไม่พูดเยอรมันกับนายแล้วนะเยซอง  ฮีซอลยื่นคำขาด...ก็เริ่มรำคาญแล้วน่ะสิที่ต้องคอยเป็นล่ามให้เจ้าสองคนนี้ 

พี่เยซองเรียนภาษาเกาหลีไปถึงไหนแล้วครับ  เรียวอุคพยายามพูดช้าๆ เพื่อให้พี่ชายเข้าใจ 

ก็....ดี....  เยซองตอบสั้นๆ เป็นภาษาเกาหลีแล้วก็เกาหัวงงๆ 

ทั้งสามพี่น้องออกมาจากห้องที่เตรียมไว้ให้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ตรงเข้าไปที่ห้องจัดเลี้ยงซึ่งพิธีการกล่าวขอบคุณได้เริ่มไปแล้ว   เมื่อเดินเข้าไปทุกสายตาก็จับจ้องอยู่ที่เยซองกับฮีซอลผู้ซึ่งห่างหายไปจากการพบปะญาติๆ และเพื่อนๆ ไปถึง 5 ปี   เรียวอุคที่ยืนตรงกลางจับมือพี่ชายทั้งสองเอาไว้แน่นเพื่อสร้างความั่นใจให้ 

ตั้งแต่ฮีซอลไปเยอรมันกับเยซองแล้ว...เรียวอุคและคิบอมทำหน้าที่แทนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง...  มีเพียงเรื่องการทำงานของพี่ชายที่เรียวอุคและคิบอมยังคงด้อยประสบการณ์และขาดชั้นเชิงทางธุรกิจ   จึงยอมเป็นหนังหน้าไฟโดยที่มีฮีซอลเป็นผู้บริหารคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอยางแท้จริง 

เรียวอุค   ฉัน..อยาก..ไป..ห้องน้ำ  เยซองพูดเกาหลีแปร่งๆ 

พี่ฮีซอลครับ  ผมพาพี่เยซองไปห้องน้ำนะครับ   ร่างเล็กบอกพี่ชายและเมื่อเขาพยักหน้ารับรู้แล้วทั้งคู่จึงพากันออกไปจากสานที่ที่น่าอึกอัดใจนี่ 

สวัสดีครับทุกคน  ฮีซอลก้มหัวแล้วกล่าวทักทายญาติผู้ใหญ่หลายๆ คนที่อยู่ในห้อง   เขาหันหาบางคนและเมื่อเจอแล้วก็เดินตรงไปคุกเข่าแล้วก้มหัวคำนับกับพื้นอย่างนอบน้อม  สวัสดีครับคุณปู่  และขอบพระคุณคุณอามากๆ ที่คอยช่วยเหลือเด็กเอาแต่ใจอย่างพวกผมพี่น้อง   ผมขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่คุณอาสูญเสียลูกชายคนโต   ต่อไปนี้กรุณาให้พวกผมได้เป็นลูกของคุณอาแล้วคอยดูแลคุณอานะครับ 

หญิงสวยวัยกลางคนกอดหลานชายที่เป็นผู้นำตระกูลคิม   ลูกชายของพี่ชายที่เหลือทิ้งเอาไว้ก่อนที่พี่ชายและพี่สะใภ้จะจากโลกไป    เธอคอยดูแลและเป็นคนคอยช่วยเหลือย่างห่วงใย   ยอมแม้กระทั่งส่งลูกชายไปอยู่กับพวกเขา   จนเด็กๆ พวกนี้เติบโตมาเป็นบุคคลที่จะมีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาและก้าวหน้า   แต่ลูกชายของเธอได้จากไปแล้ว....เด็กหนุ่มที่ไม่มีวันได้เติบโตเป็นชายหนุ่มที่สง่างามแบบนี้ 

ต่อไปนี้ขอผมเรียกคุณอาว่าคุณแม่และคุณอาเขยว่าคุณพ่อนะครับ  ฮีซอลก้มลงคำนับบุคคลทั้งสองอีกครั้ง   ต่อไปนี้ขอให้พวกผมพี่น้องได้ดูและครับ 

เธอพยักหน้ารับทั้งรอยยิ้มที่รู้สึกเปี่ยมสุข   ความทรมารตลอด 5 ปีที่ต้องรับรู้ว่าลูกชายของตัวเองอยู่แค่เพียงร่างกายที่มีเครื่องมือแพทย์ยื้อชีวิตเอาไว้   ได้มีความหวังขึ้นมาอีกครั้งที่เธอจะมีลูกชายเพิ่มมาอีก 3 คน 

คิบอมที่ลงมาจากแท่นกล่าวสุนทรพจน์ขอบคุณทุกคน   เดินเข้ามากอดพี่ชายคนโตเอาไว้.... เขาไม่ได้เจอฮีซอลนานมากแล้ว..  แต่ความจริงเขาตามเรียวอุคไปเยอรมันด้วยหลายครั้ง   ได้ไปทานข้าวกับฮีซอลบ้างบางโอกาส   แต่ก็ไม่เคยเข้าไปหาเยซอง...เพราะเขารู้ดีถึงสภาพของเยซองและเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมทำเพื่อเยซอง 

+++++++



 

เรียวอุคพี่ขอนั่งรอในสวนนี่นะ  พี่ไม่อยากเข้าไปข้างในนั้นอีกแล้ว  เยซองเริ่มโยเยเมื่อออกจากห้องน้ำ

 ร่างเล็กมองหน้าพี่ชายที่พูดภาษาเยอรมันกับเขาอย่างลืมตัว  ไม่..อยาก..เข้า..ไป..ข้างใน..เหรอครับ?  เรียวอุคเป็นฝ่ายที่พยายามใช้ภาษาเยอรมันกระท่อนแท่นถามพี่ชายที่ทำหน้าง้ำ 

ขอโทษที  พี่..รอ..ที่นี่..นะ  เยซองขอโทษที่เขาเผลอใช้ภาษาต่างด้าวกับน้องชายแล้วพยายามพูดภาษาที่คิดว่าน้องชายจะเข้าใจ    

ซึ่งร่างเล็กก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง  และก็เข้าใจว่าบรรยากาศภายในห้องนั้นมันน่าขนลุกมากแค่ไหนที่มีแต่พวกเสือหิว   ถึงจะพูดว่าเป็นญาตกันแต่ก็คอยขย้ำคอพวกเขาได้ทุกเมื่อ   เอาไว้พาไปพบคุณปู่แบบส่วนตัววันหลังแล้วกัน....เรียวอุคคิดแล้วก็ยอมที่จะให้พี่ชายรออยู่ข้างนอก 

ร่างบางถอดเสื้อสูทออกพาดไว้กับม้านั่งในสวน  เขาถอดเน็กไท  และพับแขนเสื้อขึ้น  แล้วเดินไปเรื่อยเปื่อยภายในสวน   บรรยากาศข้างนอกห้องนี่ดีจริงๆ น้า   เขาคิดพลางเอนตัวลงกับพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่ม 

ในที่สุดก็กลับมาจนได้นะ  เสียงทุ้มดังขึ้นข้างๆ หูของร่างบางที่หลับตาลง  เขาตกใจจนต้องลืมตาขึ้นมาดูว่าเป็นเสียงของใคร 

เขาพบกับใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย   น้ำเสียงนี้ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก   เยซองมองหน้าคนที่นั่งข้างๆ เขาอย่างพินิจพิเคราะห์ 

จำผมได้รึเปล่า  ผมชื่อคังอิน  ชายร่างหนาเอ่ยขึ้นพร้อมๆ กับรอยยิ้มที่ทำให้อีกคนที่ถูกถามถึงกับหัวใจเต้นแรง 

เอ่อ...ไม่รู้สิ  แต่ผมเคยเห็นคุณในรูปที่ห้องทำงานของฮีซอล 

ผมรอคุณอยู่ที่นี่ตลอดเลย  ถึงมันจะยาวนานแต่ผมก็ดีใจที่เราได้เจอกันอีกครั้ง 

ขอโทษนะ   แม้กระทั้งเรื่องของตัวเองตั้งแต่เกิดจน 5 ปีที่แล้วผมจำอะไรไม่ได้เลย   แต่ผมรู้สึกว่า...เราสองคนคงเคยสนิทกันมาก  ร่างบางมีรอยยิ้มให้กับอีกคนที่ยังคงจ้องตาเขาและยิ้มอยู่ตลอด 

ก่อนคุณจะไปเยอรมัน  เราสองคนได้ให้สัญญากันเอาไว้  ร่างบางเลิกคิ้วและรอฟังที่อีกคนจะพูดต่อ  ผมสัญญาว่าจะรอจนกว่าคุณจะกลับมา  และคุณก็สัญญากับผมว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย 

นายร้องไห้ทำไมคังอิน  นิ้วมือเล็กยกขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาใสทั้งที่ยังมีรอยยิ้ม 

ร่างหนาจับมือเล็กที่ปาดน้ำตาให้กับเขา   ชายหนุ่มยิ้มอย่างเปี่ยมสุขที่ได้พบคนที่เขาเฝ้ารอมาโดยตลอด   เขาค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้คนแก้มป่องที่ยังคงยิ้มให้เขา....ริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบาก่อนที่จะ... 

เยซอง...นั่นเธอเหรอ?  เสียงของชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นจนร่างที่นอนอยู่บนผืนหญ้าถึงกับสดุ้งตื่นขึ้นมา 

...อ่า  อะไรเนี่ยเราฝันไปงั้นเหรอ  ประหลาดจัง  เยซองคิดในใจพลางเอามือเล็กสัมผัสที่ริมฝีปากที่ยังคงมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่ 

เยซอง...จำหมอได้รึเปล่า  ชายวัยกลางคนเข้าไปจับไหล่คนที่เพิ่งลุกขึ้นมานั่งทำหน้ามึนงงเหม่อลอย 

คุณหมอซัมชิก  สวัสดีครับ  เมื่อหลุดจากภวังค์ที่โดนจูบในฝันแล้วเขาก็ทักทายคนตรงหน้าอย่างคุ้นเคย 

ไม่เจอกันสองปี  คิดว่าจะจำผมไม่ได้แล้ว 

จำได้สิครับ  ผมไม่ใช่พวกสมองเสื่อมสักหน่อย  ถึงเรื่องเก่าๆ ก่อนห้าปีหลังมานี่ผมจะจำอะไรไม่ได้ก็เถอะ  เขาพูดแล้วก็ก้มหน้าลง  ถึงน้ำเสียงจะดูอวดดีแต่สีหน้าของเขาไม่ได้บอกแบบนั้น 

ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย  ถึงเรื่องแบบนั้นมันจะไม่มีอยู่ในสมองแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่สิ  ความทรงจำน่ะ...  เริ่มสร้างขึ้นทีละนิดกับคนรอบข้างสิ  อย่ากลัวไปเลยนะครับ  คุณหมอวัยกลางคนยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับอดีตคนไข้ 

แล้วคุณหมอมาทำอะไรที่นี่ครับ  เยซองถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าฮีซอลบอกเขาว่าที่นี่มันบ้านขอคุณอาของเขา แล้วคุณหมอมาทำอะไรที่นี่ล่ะเนี่ย 

ลูกชายของเจ้าของบ้านที่เพิ่งเสียไปเป็นคนไข้ของผมครับ  ชายวัยกลางคนคิดก่อนครู่หนึ่งถึงยอมพูดออกมาว่ามาทำอะไรที่นี่   นั่นสินะเยซองคงจำญาติตัวเองไม่ได้ 

งั้นวันนี้ข้างในนั่นเป็นงานศพเหรอครับ  เยซองถามขึ้นอย่างตกใจ  ถ้าอย่างนั้นที่เขาต้องมาก็คงจะเป็นงานศพของญาต  แล้วก็ฉุกคิดนึกขึ้นได้ว่าเป็นการเสียมารยาทมากที่ไม่เข้าไปร่วมงาน 

งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ  เยซองรีบลุกแล้วคิดว่าจะตรงกลับเข้าไปร่วมงานข้างใน 

แต่เมื่อเดินกลับเข้ามาในตัวบ้านเขาต้องถึงกับเอ๋อกิน...   แล้วทำไมทางมันไม่เหมือนเดิมกับตอนที่เรียวอุคพามาล่ะเนี่ย?  เขาคิดในใจแล้วก็พยายามรีบเดินเพราะยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มันใหญ่เกินไปจนรู้สึกวังเวงแปลกๆ 

โอ๊ะ.. เยซองร้องก่อนที่ใบหน้าซาลาเปาจะจิ้มลงไปที่พื้นพรม   โอ้ยจมูกฉันหักรึเปล่าเนี่ย  เขารีบเอามือคลำสันจมูกที่กระแทกลงสัมผัสพื้น  เพราะถึงจะเป็นพื้นพรมมันก็สามารถทำให้เจ็บได้ไม่น้อยทีเดียว 

เฮ...คุณ...คุณ  เป็นอะไรรึเปล่าครับ  เขาลุกขึ้นหันไปดูว่าตัวเองสะดุดอะไรก็เห็นร่างของชายหนุ่มที่นั่งชั่นเข่าเงยหน้าหลับตานิ่ง  ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นรอยคราบน้ำตาและริมฝีปากที่บวมช้ำ 

เยซองพยายามเขย่าเรียกเพียงครู่เดียวร่างนั้นก็รู้สึกตัว   พอลืมตาขึ้นมาแล้วคนที่เรียกก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าของเขาเขม็ง 

คุณรู้จักผมเหรอ?  ร่างบางเอ่ยถามคนที่เอาแต่จ้องเขาไม่พูดไม่ทำอะไรสักอย่าง 

พี่เยซอง   คนตรงหน้าโผเข้ากอดเขาเต็มแรงจนคนที่ถูกกอดรู้สึกแน่นและอึดอัดจนไม่สามารถดิ้นรนทำอะไรได้มากไปกว่าการยอมถูกกอดอยู่อย่างนั้น 

พี่ครับ....พี่มาแล้วจริงๆ พี่คังอินรอพี่มาตลอดเลยพี่รู้ไหมครับ  เสียงทุ้มเอยถึงชื่อหนึ่งทำให้เขานึกได้ถึงความฝันประหลาดที่งีบไปเมื่อครู่ 

ผมจะพาพี่ไปหาพี่คังอินนะครับ  หลังจากถูกกอดจนแน่นแล้วเขาก็ยังถูกลากให้เดินตามไปอย่างจำยอมก็เพราะไม่สามารถแกะมือตัวเองออกจากไอ้คนที่กำลังลากอยู่ได้น่ะสิ  แถมร้อง  พูด  ถาม  เจ้านี่มันก็ไม่สนใจเขาสักอย่าง...เอ๊ะ..หรือเราเผลอให้ภาษาเยอรมันอีกแล้วนะ 

อ๊ะ!!..คังอิน  ร่างบางร้องขึ้นเมื่อถูกพาเข้ามาในห้องที่มีประตูเลื่อนเป็นไม้กับกระดาษ   เขาเห็นภาพของคนที่เพิ่งจะฝันเห็นเมื่อครู่ 

พี่จำพี่คังอินได้เหรอครับ?  เสียงทุ้มฟังดูตื่นเต้นที่ได้ยินร่างบางพูดออกมา 

ฉัน..ฝัน..เมื่อครู่..เขา..บอกว่า..ชื่อ..คังอิน  เยซองหันมาบอกคนที่ถามด้วยสำเนียงที่แปลกประหลาดสำหรับคนฟัง 

พี่ฝันงั้นเหรอ?  งั้นพี่คังอินก็อยู่รอพี่จริงๆ สิครับ  ร่างหนากว่าจับไหล่เขาแล้วเขย่า  พี่จำทุกอย่างได้รึเปล่าครับ 

โอ้ย...เจ็บๆ...ปล่อยก่อน..ฉัน..ฟัง..ไม่ทัน..พูด..ช้าๆ  ร่างบางร้องขึ้นเมื่อเริ่มทนการกระทำของอีกคนไม่ไหว  ถึงจะรู้จักเขาและเป็นญาตก็เถอะทำแบบนี้มันเกินไป 

พี่จำพี่คังอินได้แล้วใช่ไหมครับ  คนถามเพิ่งรู้สึกตัวว่าดีใจจนเกินไปจนทำร้ายอีกคนอย่างไม่ตั้งใจ  เลยพูดให้ช้าลง 

ฉัน..บอกว่า..ฝัน..ไม่ใช่..จำได้  เยซองเริ่มรู้สึกลำบากที่จะพูดจะฟังภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย   แม้แต่ตอนที่อยู่กับฮีซอลตลอดมาก็พูดแต่ภาษาเยอรมัน   ฮีซอลไม่เคยคาดคั้นให้เขาต้องพูดภาษาที่นี่สักครั้ง  แต่จู่ๆ ก็ดันพามาอยู่ที่นี่แบบนี้มันตั้งตัวไม่ทัน 

อ่า....พอเถอะ  ฉันปวดหัว  เยซองตัดสินใจบ่นขึ้นเสียงดังเป็นภาษาเกาหลีชัดจนตัวเองยังแปลกใจ 

พี่พูดเกาหลีได้นี่ครับ  ไหนพี่ฮีซอลบอกว่าพี่พูดไม่ได้  อีกคนที่ได้ยินที่เยซองร้องขึ้นมาเมื่อครู่ก็ถามอย่างสงสัย 

ไม่รู้...ไม่เข้าใจ...เลิก...ถาม..สักที  แต่เมื่อเยซองตั้งใจพูดอีกทีก็ดูมันติดขัดไปหมด 

ผมชื่อคิบอม  เป็นน้องชายคนในรูปพี่คังอิน  วันนี้พี่มางานศพพี่คังอิน  พี่รู้ใช่ไหม?  คิบอมค่อยๆ พูดแนะนำตัวเองและถามคนตรงหน้าว่ารู้เปล่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ 

นาย..ชื่อ...คิบอม...น้องชาย...คังอิน..  ..........  งานศพคังอิน.........  เยซองทวนคำที่อีกคนบอก  แต่พอถึงช่วงประโยชน์สุดท้ายที่ได้ยิน   เขาไม่ได้หูเพี้ยนหรือนี่...งานศพงั้นเหรอ???   พระเจ้าแล้วที่ฝันเมื่อกี๊โดนหลอกกลางวันแสกๆ เลยงั้นสิ...

 +++++++

 พี่ครับ  พี่เยซองไม่เป็นอะไรแน่นะ  ร่างเล็กกอดพี่ชายคนโตแล้วถามอย่างเป็นห่วงคนที่เป็นลมนอนอยู่บนเตียง 

ไม่เป็นอะไรหรอก  เดี๋ยวนี้เจ้านี่กินเก่งแล้วก็แข็งแรงกว่าเมื่อก่อนอีกนะ  คนใบหน้าสวยเอามือขยี้หัวน้องเล็กเบาๆ 

แล้วทำไมตัวยังแห้งเหี่ยวหัวโตเหมือนเมื่อตอนไปผ่าตัดเลยล่ะครับ  เรียวอุคแอบเหน็บหาว่าพี่ชายคนโตเลี้ยงพี่ชายคนรองของเขาไม่ดีจริง 

นั่นสิ  พี่ก็คิดอยู่นะที่เจ้านี่กินไปทั้งหมดมันคงขึ้นไปกองอยู่ที่หัวโตๆ นี่หมดล่ะมั้ง  แล้วสองพี่น้องที่นั่งอยู่ข้างๆ เตียงก็พากันหัวเราะร่วน 

เรียวอุคพี่กลับก่อนนะ  มีประชุมที่บริษัทน่ะ  แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่มารับนะครับ  ชายคนรักของเรียวอุคโผล่แค่หัวเข้ามาบอกแล้วก็ออกไปอย่างเร่งรีบ 

เหมือนผมโดนพระเจ้าลงโทษเลยนะครับ   เมื่อก่อนพี่ฮีซอลก็ยุ่งแบบนี้แต่ผมไม่ยอมเข้าใจจนทำให้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย  เอาแต่ใจไร้เดียงสาจนน่าหมั่นไส้  แม้กระทั่งพี่ชายป่วยยังไม่ยอมบอกผมเพราะกลัวจะทำให้ผมเสียใจ   ผมนี่บ้าจริงๆ เลย   

ฮีซอลโอบไหล่น้องชายตัวเล็กอย่างเคย....น้องชายตัวเล็กที่ร่างกายเติบโตขึ้นเล็กน้อย  แต่จิตใจนั้นได้เติบโตไปไกลกว่าอย่างมาก    ตัวเขาเองก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวางบางเรื่องบ้างถึงจะหวงน้องชายแต่ก็ต้องยอมให้ไปมีชีวิตกับคนที่รัก   และเขาก็เชื่อว่าเพื่อนของเขาที่ชื่อทึกกีคนนี้รักน้องชายของเขาจริงและจะดูแลไม่ให้เด็กน้อยของเขาต้องเสียใจเหมือนกับตอนที่เขาทำกับน้องตัวเอง 

วันนี้กลับไปนอนบ้านนั้นเถอะ  พรุ่งนี้ก็ต้องกลับมาอยู่บ้านของพวกเราแล้ว  เดี๋ยวเจ้าทึกกีจะหาว่าพี่ใจร้าย 

พี่ครับ...ผมยังไม่ได้บอกพี่ทึกกีเลยว่าจะกลับไปอยู่บ้านของเรา   ผมขอโทษนะครับ  ร่างเล็กก้มหน้าเล็กน้อย   น้ำเสียงเจือความกังวลมากมาย 

ตั้งแต่ที่ฮีซอลและเยซองเดินทางไปเยอรมันแล้ว   อีกไม่กี่วันให้หลังคังอินก็ได้เที่ยวบินตามไป   เรียวอุคยังจำได้ว่าโทรไปบอกพี่ชายก่อนเข้าห้องผ่าตัดว่าพี่คังอินกำลังจะเดินทางไป  และคนที่พี่เยซองจะได้เห็นเป็นคนแรกเมื่อลืมตาตื่นขึ้นหลังผ่าตัดจะต้องเป็นพี่คังอินแน่นอน 

แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียก่อน   คังอินรอดมาได้อย่างปราฏิหารแต่แค่เพียงสองวันดูเหมือนว่าสภาพร่างกายภายในบอบช้ำขึ้นมารุนแรงจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปกว่า 5 ปี  จนถึงเมื่อวาน 

เมื่อคังอินอยู่โรงพยาบาลคิบอมก็กลับมาอยู่บ้านตัวเองเพื่อเตรียมไปดูแลพี่ชายกับแม่ได้บ่อยๆ  เรียวอุคเองก็ปรึกษากับฮีซอลแล้วเขาก็ออกจากบ้านไปอยู่หอพัก   ซึ่งความจริงทึกกีก็บอกว่าไปอยู่ที่บ้านลีได้   แต่เรียวอุคก็ไม่แน่ใจนัก...เพราะกลัวว่าจะทำใจไม่ได้เวลาที่เห็นพี่น้องบ้านนี้มีความสุขกัน 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ที่ทึกกีเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วและเรียวอุคเองก็จะขึ้นปีสองแล้วด้วย   ทึกกีเซอร์ไฟร์สโดยการพาเรียวอุคไปจดทะเบียนที่ฮาวาย   โดยที่เรื่องนี่ฮีซอลเองก็โวยวายทั้งทึกกีและเรียวอุคอยู่หลายอาทิตย์  แต่สุดก็ต้องยอมเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงทึกกีที่ทั้งใส่ใจและดูแลเรียวอุคอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด    

และไม่ใช่ว่าเรียวอุคไม่อยากกลับมาอยู่กับพี่ชาย  เพราะเขารู้ดีกว่าการที่จะสร้างความทรงจำและช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้เยซองนั้นสำคัญมาก   แต่เขาเพียงแค่ไม่กล้าบอกกับคนรักนี่นา...ก็เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านลีได้แค่ 2 เดือน  เพราะมัวแต่ยืดเยื้อไม่ได้ย้ายออกจากหอพักสักที  ก็จะย้ายออกมาอยู่บ้านตัวเองซะแล้ว  อย่างนี้พี่ทึกกีคงโวยวายแล้วงอนไปนานทีเดียว 

วันนี้ผมจะกลับไปบอกครับพี่ฮีซอล  เรียวอุคเห็นพี่ชายคนโตนิ่งเงียบไปผิดจากปกติ  ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะโวยวายไปแล้ว 

ไม่เป็นไรหรอกพี่เข้าใจ   พี่กับเยซองอยู่กันสองคนได้   เอาไว้เธอมาอยู่เป็นเพื่อเยซองบ้างแล้วกัน  ฮีซอลพูดเสียงเรียบ  อา....แบบนี้น่ะเหรอที่เขาเรียกว่าความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ลูกสาวต้องย้ายออกไปอยู่กับสามี 

พี่ครับ....   เรียวอุครู้สึกผิดที่จะปล่อยให้พี่ชายคนโตต้องคอยดูแลพี่เยซองอยู่คนเดียว 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียวอุคเลยลุกขึ้นไปเปิดประตู   เป็นญาตของเขาเองที่เป็นคนพาเยซองมาพักในห้องนี้แล้วก็ไปตามพวกเขาที่อยู่ในงานมา 

พี่เยซองเขายังไม่หายเหรอครับ  เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างกังวล 

ไม่หรอกแค่เป็นลมน่ะ  ไหนลงมานั่งเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเหตุการณ์เป็นยังไง  ฮีซอลตบเบาะข้างๆ ตนให้อีกคนเขามานั่งใกล้ๆ  แล้วเขาก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังจนถึงเรื่องที่เยซองบอกว่าฝันถึงคังอินด้วย 

+++++++

 ในตอนเช้าฮีซอลตื่นนอนก่อนคนข้างๆ ที่ยังคงหลับยาวตั้งแต่เป็นลมไปเมื่อวาน   ส่วนน้องชายคนเล็กก็คงจะตื่นลงไปข้างล่างแล้ว

 
วันนี้พวกเขาจะต้องออกจากบ้านของคิบอมเพื่อกลับไปอยู่บ้านของตัวเองกันแล้ว   ไม่รู้เลยว่าการทำแบบนี้จะดีกับเยซองจะดีจริงๆ หรือเปล่า  หรือว่าควรจะกลับไปที่เยอรมันจะดีกว่า   ฮีซอลที่เหมือนจะมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองทุกเมื่อ...แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกของเยซองแล้วเขามักขาดความมั่นใจอยู่เสมอ

 
แล้วพอเยซองตื่นขึ้นก็เอาแต่บ่นว่าหิวๆ แล้วก็จะกินแต่อาหารของเยอรมัน  เดือดร้อนคิบอมต้องสั่งให้คนที่บ้านไปหามาให้เยซองจอมเอาแต่ใจ   ส่วนฮีซอลก็ได้แต่ส่ายหน้า...ก็อยากจะขัดใจแต่ก็ไม่อยากทำให้แม่ของคิบอมเห็นเดี๋ยวท่านจะไม่สบายใจเปล่าๆ

 
และแล้วทึกกีที่มาตั้งแต่เช้าอย่างที่บอกไว้กับเรียวอุคก็ขอตัวกลับไปทั้งๆ ที่น้องชายของเขาไม่กลับไปด้วย

 
ทะเลาะกันตั้งแต่เช้าครับพี่ฮีซอล  นู่น..มาถึงก็พากันหายเข้าไปในสวนเสียงดังจนผมต้องให้คนสวนออกไปทำงานที่อื่นก่อน  คิบอมแก้ข้อสงสัยที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยของฮีซอล

 
ฉันก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร  ฮีซอลเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่สีหน้ากลับดูมีความสุขที่ทุกคนจะได้กลับไปอยู่ด้วยกัน

 
พี่ฮีซอลครับ  ผมก็จะกลับไปอยู่ด้วยนะครับ  แม่สั่งมาน่ะ  คิบอมพูดแล้วก็เกาหัวท่าทางเขินๆ  เขินที่ต้องไปเพราะคำสั่งของแม่นี่สิ   ความจริงเขาควรจะไปด้วยความตั้งของตัวเองแต่กลับกลัวลึกๆ ข้างในใจที่จะต้องกลับไปรับรู้บรรยากาศเก่าๆ แต่กลับไม่มีพี่ชายของเขาอยู่ด้วยอีกแล้ว

 
นี่กลับบ้านเราเถอะฮีซอล  บ้านนี้ใหญ่เกินไปมันวังเวงยังไงไม่รู้  สู้ห้องที่เยอรมันไม่ได้..บ้านของเราก็คงไม่ใหญ่อย่างนี้ใช่ม้า...ไปเถอะ  กลับบ้านน้อยแสนสุขของเราดีกว่า  เยซองพูดเยอรมันอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้กินอาหารที่ต้องการแล้ว

 
ไปถึงบ้านน้อยแสนสุขพี่เยซองคงช็อกคาที่  คิบอมพูดแล้วก็หัวเราะคิกอยู่คนเดียว 

นี่นายฟังออกเหรอคิบอม  ฮีซอลหันไปมองคนที่กำลังหัวเราะก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้ากลับ  ก็ดีที่นายจะไปอยู่ด้วย  แต่ให้ฟังอย่างเดียวห้ามพูดด้วยนะเพราะฉันจะบังคับให้เจ้านั่นยอมใช้ภาษาเกาหลีสักที 

นี่ไปกันเถอะ  ฉันกับเรียวอุคพร้อมแล้ว  เยซองยืนกอดคอน้องชายคนเล็กอย่างร่าเริงพลางกวักมือเรียกพี่ชายที่มัวแต่คุยอยู่กับญาติ 

หวังไว้ว่าจะให้เรื่องราวที่ดำเนินต่อไปทุกคนจะมีแต่ความสุขมากขึ้นกว่าในภาคแรก   ขอโทษค่ะ..จบภาคแรกแล้ววววววววว....  ไปล่ะจ้า  พบกันใหม่  THE CLOSENESS 2  coming soon.  +++++++



P.Jay

edit @ 22 Apr 2010 12:41:08 by Fic SJ TeukRyeo ChulYe